ข้อคิดจากกระป๋องแป้ง

ในวัยเด็กผมและพี่ชายเป็นคนขี้ร้อน (ไม่ใช่คนขี้เหงานะครับ) เหงื่อออกง่ายจำเป็นต้องพึ่งพาแป้งเย็นที่มีเมนทอลมาทาตัวเพื่อให้ความเย็นสดชื่นแก่ร่างกายอยู่เสมอ หลังอาบน้ำก็ต้องทาแป้งเย็นเป็นประจำ ผมมักจะอาบน้ำหลังพี่ชายซึ่งพี่ชายผมก็ใช้บริการของแป้งเย็นเช่นเดียวกันและมักใช้แป้งเย็นกระป๋องเดียวกันอีกด้วยเพราะทั้งบ้านมีห้องน้ำเพียงห้องเดียว แต่ด้วยความที่พี่ชายของผมเป็นคนค่อนข้างเจ้าระเบียบหรืออะไรก็แล้วแต่เมื่อทาแป้งเย็นเสร็จแล้วชอบปิดกระป๋องแป้งเย็น(แบบเกลียว)อย่างแน่นมากๆ จนผมซึ่งอาบน้ำทีหลังแล้วจะทาแป้งเย็นแต่กว่าจะเปิดฝากระป๋องแป้งได้ก็เล่นเอาเหงื่อชุ่มตัวไปเลย

ด้วยความเกรงใจแต่ยังไงก็ต้องพูดเพราะการปิดกระป๋องแป้งอย่างแน่นนั้นสร้างความเดือดร้อนให้ผมเป็นอย่างมาก ผมจึงเอ่ยปากบอกกับพี่ชายว่า หลังใช้แป้งเย็นแล้วช่วยปิดกระป๋องแป้งเบาๆอย่าให้แน่นมากนักเพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เปิดยากมาก พี่ชายผมตอบกลับมาว่า “ปิดแน่นเนิ่นอะไรกัน เปิดง่ายจะตายไป” แล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะช่วยผมแก้ปัญหาอีกเลย

คุณพ่อเห็นผมนั่งเครียดอยู่เลยถามว่าเป็นอะไร ผมเลยเล่าให้ฟังและปรึกษาว่าผมควรทำอย่างไรกับเรื่องกระป๋องแป้งดี คุณพ่อผมก็บอกว่าเอียงหูมาซิแล้วจะบอกวิธีแก้ปัญหาให้ ผมฟังแล้วก็แอบยิ้มในใจและคิดว่าช่างเป็นวิธีที่จะสอนบทเรียนให้แก่พี่ชายของผมได้เป็นอย่างดี

ตอนเย็นวันนั้นหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วผมยอมตัดใจที่จะไม่ทาแป้งเย็นหนึ่งวัน(ทั้งๆที่อยากทาจนใจจะขาด) พอเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพี่ชายผมเข้าไปอาบน้ำได้สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงโวยวายแทบลั่นบ้านว่า “ใครมาปิดฝากระป๋องแป้งเสียแน่นเชียว มันเปิดยากรู้ไหม” ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อ่านหนังสือการ์ตูนไปอย่างไม่ใส่ใจ สักพักพี่ชายก็เดินมาถามผมว่า “ทำไมต้องปิดฝากระป๋องแป้งเสียแน่นเชียว ไม่รู้เลยหรือว่ามันเปิดยากขนาดไหน” ผมยิ้มในใจแล้วตอบว่า เมื่อวานหลังอาบน้ำแล้วผมไม่ได้ทาแป้งเย็นวันนึง ดังนั้นคนที่ใช้แป้งเย็นคนสุดท้ายของเมื่อวานก็คือพี่นั่นเอง พี่ชายก็นิ่งเงียบไปและหลังจากวันนั้นมาผมก็ไม่เคยเจอปัญหาเรื่องกระป๋องแป้งเย็นอีกเลย….วิธีของพ่อนี่…ซู๊ด..ยอดเลย Yes !

ใส่ความเห็น