โรคอีสุกอีใส (Varicella) สาเหตุ อาการและการรักษา

โรคอีสุกอีใส (Varicella) หรือที่เรียกกันว่าไข้สุกใส เด็กเล็กจะเป็นอีสุกอีใสกันมากแต่ปัจจุบันนี้แม้แต่วัยรุ่นจนกระทั่งวัยหนุ่มสาวที่เริ่มทำงานก็เป็นกัน เมื่อเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีสุกอีใสเลย โดยสรุปก็คือการเป็นอีสุกอีใสจะเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตคนที่เป็นอีสุกอีใสแล้วจะไม่เป็นโรคนี้ซ้ำอีกเนื่องจากเกิดภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว

โรคอีสุกอีใสจะเป็นกันมากในช่วงเดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายน สาเหตุโรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อวาริเซลลา (Varicella Virus) ที่มีระยะฟักตัวอยู่ที่ 10 – 20 วัน สมัยก่อนยังไม่มีวิธีป้องกันอีสุกอีใสที่ได้ผลแต่ปัจจุบันนี้มีวิธีป้องกันอีสุกอีใสโดยการฉีดวัคซีนอีสุกอีใสที่นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคอีสุกอีใสแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากโรคนี้ได้อีกด้วย คนที่ได้รับวัคซีนอีสุกอีใสไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเป็นโรคนี้เพียงแต่เปอร์เซ็นต์การเป็นโรคจะน้อยลงมากหรือถ้าจะเป็นโรคนี้ก็จะเป็นชนิดอ่อนๆ อาการโรคอีสุกอีใสของผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนอีสุกอีใสจะมีตุ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่มากเหมือนกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีนอีสุกอีใส มีไข้ต่ำและจะหายจากอาการโรคอีสุกอีใสได้เร็วกว่าปกติ

วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella vaccine) ช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ให้น้อยลงได้มากแต่หากเป็นก็ยังคงแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นที่เข้ามาสัมผัสกับผู้ป่วยและไม่ได้มีการป้องกันเหมือนกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีนอีสุกอีใส  วิธีป้องกันอีสุกอีใสโดยการฉีดวัคซีนให้ฉีดในเด็กอายุเริ่มจาก 1 ปีขึ้นไปและควรได้รับวัคซีนก่อนอายุครบ 13 ปี สำหรับเด็กที่อายุเกินกว่า 13 ปี ต้องฉีดวัคซีนอีสุกอีใส 2 ชุดในระหว่าง 4-8 สัปดาห์ วัคซีนอีสุกอีใสสามารถให้ภูมิคุ้มกันได้นานกว่า 20 ปี


อาการโรคอีสุกอีใส (Varicella Symptoms) คนที่เป็นอีสุกอีใสจะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื่อไปแล้ว 14-16 วัน จะเริ่มมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาการโรคอีสุกอีใสที่สำคัญคือจะเกิดเป็นผื่นแดงและมีตุ่มขึ้นบริเวณหนังศีรษะแถวๆไรผมก่อนแล้วจะค่อยๆลุกลามไปทั่วตั้งแต่หน้า ลำตัว แผ่นหลัง แขนและขา ผู้ป่วยที่เป็นอีสุกอีใสบางรายอาจมีตุ่มขึ้นในปากจึงเจ็บคอ ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อยซึ่งถือว่าเป็นอาการโรคอีสุกอีใสเช่นกัน ผื่นแดงที่เกิดขึ้นจะเริ่มกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆอยู่ข้างในและจะมีอาการคัน ต่อจากนั้นอีกไม่กี่วันตุ่มนูนๆจะแห้งและตกสะเก็ดเป็นแผลเป็นจากอีสุกอีใส ระหว่างใช้วิธีรักษาอีสุกอีใสหากผู้ป่วยเป็นคนที่มีความอดทนโดยไม่เกามากจนเกินไปเมื่อหายจากอาการโรคอีสุกอีใสแล้วจะไม่มีรอยแผลเป็นหรือถ้ามีรอยแผลเป็นจากอีสุกอีใสก็จะมีแต่ไม่มาก

วิธีรักษาอีสุกอีใส เนื่องจากโรคนี้แพร่เชื้อได้ง่ายเพียงแค่การสัมผัสโดยตรงหรือถูกผู้ป่วยไอ หายใจ จามรดกันก็จะสามารถติดเชื้อได้แล้ว โรคอีสุกอีใสไม่ใช่โรคที่อันตรายผู้ป่วยที่มีอาการโรคอีสุกอีใสจะเป็นเองและหายเองได้เพียงแต่ต้องระวังอย่าให้มีโรคแทรกซ้อนขึ้นมาในระหว่างที่ยังมีอาการโรคอีสุกอีใสอยู่  วิธีรักษาอีสุกอีใสเป็นการรักษาตามอาการเพราะยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยตรง อาการโรคอีกสุกอีใสที่เป็นไข้ก็ให้ดูแลผู้ป่วยด้วยการให้ยาลดไข้พาราเซตามอล เช็ดตัวบ่อยๆ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนอาการคันที่ตุ่มบริเวณผิวหนังให้ทาคาลาไมน์โลชั่น (Calamine Lotion)  หากมีอาการคันมากให้กินยาแก้แพ้เพื่อช่วยบรรเทาอาการ พยายามอย่าให้ผู้ป่วยแกะแผลหรือเกาตุ่มคันเพราะอาจเกิดการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนได้

วิธีรักษาอีสุกอีใสและคอยเฝ้าระวังอาการของโรค โดยทั่วไปอาการต่างๆของโรคอีสุกอีใสจะค่อยๆดีขึ้นภายใน 1-3 อาทิตย์ ในช่วงนี้ให้ระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดได้เช่น ตุ่มในเยื่อบุปากอาจเกิดการอักเสบรุนแรงจนกินอาหารไม่ได้หรือมีอาการอื่นๆเช่น หายใจหอบ ซึม ตาเหลือง ปวดศีรษะมาก เจ็บหน้าอก อาเจียน หากมีอาการดังกล่าวควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็วเพราะผู้ป่วยมีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว

วิธีป้องกันอีสุกอีใสทำได้โดยไม่ใช้ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกันผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ การป้องกันอีสุกอีใสอีกวิธีหนึ่งสำหรับคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันหรือยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนอีสุกอีใส (Varicella vaccine)สำหรับผู้ที่ต้องดูแลใกล้ชิดกับผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องฉีดเซรุ่ม (VZIG) ซึ่งเป็นการฉีดภูมิคุ้มกันโดยตรงเข้าสู่ร่างกายเพื่อเป็นการป้องกันโรคนี้อย่างเร่งด่วน โรคอีสุกอีใสไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงหากดูแลอาการและวิธีรักษาอีสุกอีใสตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

90 thoughts on “โรคอีสุกอีใส (Varicella) สาเหตุ อาการและการรักษา”

    1. เอ๊ะ…ฟังดูเหมือนคุณยังไม่เคยเป็นโรคนี้ ก็เลยไม่อยากเป็น แต่ทำไมจึงพูดเหมือนกับว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้ว(รู้อาการของโรค) ยังไงก็ตาม…หากไม่เคยเป็นและไม่อยากเป็นก็สามารถป้องกันได้โดยการไปฉีดวัคซีนได้นะครับ.

  1. คนน้องกำลังจะหาย คนพี่เพิ่งจะเริ่มเป็น ใกล้ปีใหม่แล้ว สงสัยงานนี้สุกใสกันทั้งบ้าน…ไชโย..คุณแม่คนนี้เหนื่อยอีกรอบ หวังว่าคงไม่มีใคร…เป็นต่อ. ..นะ เพราะเค้าเปลี่ยนรายการแล้ว..เฮ้อ..ตลกไม่ค่อยจะออกเลยเรา.

  2. ตอนนี้กๆลังเป็นอยู่เลยครับ เครียดมากๆเลย เข้าหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ ทรมานมาก คันๆๆๆ แต่ก็เกาไม่ได้ เดี๋ยวเป็นแผลเป็น เมื่อไหร่จะหายสักทีนะ

  3. ไม่รู้ว่าเป็นหรือป่าวน่ะค่ะ แต่ว่ามีตุ่มขึ้นที่หลังเพลิอไปแกะนึกว่าสิวค่ะ รู้สึกปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดหัว อีกนานแค่ไหนถ้าเป็นแล้วจะหายไหมไม่อยากเป็ฯแผลเป็นอ่ะค่ะ

          1. รอยแผลเป็นรักษาได้หรืออย่างน้อยก็ทำให้จางลงได้ ลองปรึกษาแพทย์เฉพาะทางดูครับ(ผิวหนัง).

        1. โดยปกติอาการไข้จากอีสุกอีใสจะใช้เวลาไม่นาน (1-2 อาทิตย์) แต่ปัญหาอยู่ที่รอยแผลเป็นที่เกิดจากโรคนี้ บางคนเป็นมากเป็นน้อยไม่เท่ากันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงที่เป็นนั้นจะอดทน(ไม่แกะ-เกาแผล)ได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นที่สำคัญคือพยายามอย่าเกาหรือแกะตุ่มแผลนะครับ

  4. ผมมาเป็นตอนอายุ 20 พอดี เป็นเดือน มกราคม ด้วย เซ็งมากๆเลยคับ คืนแรก นอนไม่หลับเลย กว่าจะหลับลงตี3 ทั้งคันทั้งแสบ อยากจะตะโกนออกมาดังๆด้วยซ้ำ แปลกน่ะ คนโต ตุ่มจะขึ้นหัวกับหน้า เยอะกว่าเด็ก ลำตัว แขนขา หลัง ขึ้นไม่มากเท่าไหร่

    1. โดยปกติคนที่เป็นโรคอีสุกอีใสแล้วร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำให้ไม่เป็นซ้ำอีก แต่ก็มีข้อยกเว้นเหมือนกันเช่น ร่างกายของบางคนมีระบบการสร้างภูมิต้านทานที่บกพร่อง หรือโรคที่เคยเป็นมาก่อนอาจไม่ใช่อีสุกอีใสอาจเป็นโรคที่มีอาการใกล้เคียงกันทำให้เข้าใจว่าเป็นอีสุกอีใสแล้ว แม้แต่คนที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเป็นอีสุกอีใสเพียงแต่ว่าโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ลดน้อยลงมากเท่านั้นเอง ระยะเวลาที่จะหายจากโรคนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยเช่นวิธีการรักษา การรักษาแบบโบราณคือกินยาเขียวให้ขับเชื้อออกมาให้หมดกับการรักษาแบบแผนปัจจุบันคือกินยายังยั้งอาการให้แสดงออกมาน้อยที่สุดก็จะใช้เวลาในการรักษาแตกต่างกันไปอีกทั้งขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเองด้วย อะไรๆในโลกนี้ก็มีข้อยกเว้นด้วยกันทั้งสิ้นครับ.(อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)

          1. เเล้วถ้าจะให้ผิวหายเปน ปกติ กี่วันครับ ผมเปนมา 4 วันละ เเล้วมันจะเเเพร่เชื้อตอนกี่วันครับ จะรีบไป รร เดี่ยว สอบ nt ไม่ทันเเล้ว จะหายสมบุนกี่วัน

  5. ลูกฉีควั๕ซีนแล้วแต่เพื่อนๆๆให้ห้องเป็นกันครี่งห้องแล้วคะ เด็กเริ่มมีตุ่มขึ้นแสดงว่าเป็นใช่ไหมคะ กี่วันหายใกล้สอบแล้วด้วยคะ

    1. การฉีดวัคซีนไม่ได้ป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์เพียงแต่จะช่วยลดโอกาสในการเป็นอีสุกอีใสให้น้อยลง สาเหตุอื่นๆอาจเกิดจากลูกของคุณได้รับเชื้ออีสุกอีใสก่อนที่จะฉีดวัคซีนก็เป็นไปได้ โดยปกติประมาณ 1-2 อาทิตย์ก็จะหายจากไข้ ส่วนแผลเป็นอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง.

  6. ตอนนี้กำลังเป็นยู่ ทรมารสุดเมื่อไหร่จะหายซักทีนะทั้งคันทั้งแสบ
    ทั้งมีไข้ นอนไม่ได้เลยคันไปทั้งตัวแล้ววันนี้ตุ่มออกเป็นวันที่3ทรมารสุดๆ

    1. ถ้ามองโลกในแง่ดีก็คิดว่าเป็นๆให้จบไปเลยจะได้ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไหร่จะเป็นอีสุกอีใสซะที ที่เหลือก็ต้องอดทนพยายามอย่าเกาอย่าแกะตุ่มเด็ดขาดให้นึกถึงภาพแผลเป็นที่จะเกิดขึ้นหลังจากหายแล้วจะได้เตือนตัวเองให้ระวังไม่แกะ-เกาตุ่ม เป็นกำลังใจให้หายเร็วๆ นะครับ.

  7. มาเป็นอายุ28 มีแรกนึกว่าเป็นผดร้อน เกาจนเป็นแผลเต็มหลังเลย วันนี้อากาาดังกล่าวชัดเจนมาก แถมลูกชายติดแม่มาก แบบนี้เด็กเสี่ยงอันตรายที่จะติดต่อสูงมากใช่ไหม? ค่ะ

      1. ถ้าคุณยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสและเผลอไปสัมผัสตัวผู้ป่วย คุณอาจจะเป็นหรือไม่เป็นโรคนี้ก็ได้ อย่ากังวลมากเกินไป(เดี๋ยวจะเป็นโรคเครียดแทน) แม้โรคนี้จะติดต่อกันได้จากการสัมผัสแต่ถ้าร่างกายคุณแข็งแรงคุณอาจไม่เป็นโรคนี้ก็ได้ ทำใจให้สบายดีกว่าครับ.

  8. เปนอีสุกอีไสได้3วันแร้วเค้าบอกวัยรุ่นเปนเยอะกว่าเด็กใช่มั้ยคะตอนนี้อายุ20เปนเยอะมากขึ้นตามร่างกายเยอะโดยเฉพาะหน้า(ดูมั้ยได้เรยค่ะ)เครียดมากไม่กล้าส่องกระจกอยากรู้ว่ากี่วันมันถึงจะตกสะเก็ตคะทั้งแสบทั้งคัน

    1. ตุ่มที่เกิดขึ้นจะแห้งและตกสะเก็ดประมาณ 1-2 สัปดาห์ หากอดทนไม่แกะเกาได้ก็จะดี พยายามรักษาความสะอาดอย่าให้ตุ่มแผลติดเชื้อ ถ้าคันมากก็หายามาทาจำพวก คาลาไมน์โลชั่น (Calamine Lotion) หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปครับ

    1. สำหรับแพทย์แผนปัจจุบันไม่มีการห้ามเรื่องการกินอาหาร ผู้ป่วยสามารถกินได้ตามปกติ คนที่เป็นอีสุกอีใสในวัยทำงานก็ลำบากหน่อย พยายามอดทนอย่าแกะเกาตุ่มแผลก็จะลดการเกิดรอยแผลเป็นเมื่อหายจากโรคนี้ได้มาก.

    1. แม่ลูกอ่อนเป็นอีสุกอีใสเป็นกรณีที่ลำบากใจมากๆ คุณต้องตัดสินใจว่าจะเลือกทางเลือกใดซึ่งแต่ละทางเลือกก็มีข้อดี-ข้อเสีย

      1. จะห่างลูกสักระยะหนึ่ง(ในช่วงระยะติดต่อของโรคประมาณ 1-2 อาทิตย์คือช่วงที่มีตุ่มใสขึ้นรอจนตุ่มแผลแห้งเป็นสะเก็ดจึงเข้าใกล้ลูกได้)โดยปั๊มนมใส่ขวดให้ลูกกิน

      2. เลี้ยงลูกไปตามปกติแต่ต้องยอมให้ลูกเป็นอีสุกอีใส(โอกาสเป็นสูงมาก) แต่อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็กเล็กจะไม่รุนแรงและรักษาได้ง่ายกว่าอีสุกอีใสในผู้ใหญ่

      ทั้งนี้คุณต้องตัดสินใจเองนะครับ

      ป.ล. ขออภัยที่ตอบช้าเพราะงานรัดตัวครับ

  9. ตอนนี้แฟนกำลังเป็นอยู่ค่ะ แฟนอายุ38 ปีแล้ว อาการหนักมาก นอนซมพิษไข้ทั้งวัน มีผื่นแดง ๆ ใต้ผิวหนัง และบนผิวหนัง เป็นตุ่มเล็ก ตุ่มใหญ่ เต็มไปหมด พี่เขาทรมานมาก เราต้องดูแลและให้กำลังใจ ขอให้พี่เขาหายไว ๆ (แฟนบ่นว่า อายุปานนี้แล้ววววว ทำไมเพิ่งมาเป็นนนนน….เซ็งจุงเบย)

    1. ถ้าผมจำไม่ผิด ผมเองก็เป็นอีสุกอีใสตอนอายุประมาณ 32 ปี(วัยทำงาน) ต้องหยุดงานเป็นอาทิตย์เลย โรคนี้จะเป็นหรือออกอาการในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ(ทำงานหนัก-พักผ่อนน้อย) อย่าเข้าใจผิดคิดว่าโตแล้วจะไม่เป็นอีสุกอีใสหรือว่าเป็นอีสุกอีใสตอนเด็กแล้วจะไม่เป็นซ้ำ ขอย้ำอีกครั้งว่าโรคนี้จะเกิดกับคุณได้ทุกเมื่อถ้าร่างกายอ่อนแอ ยังไงก็ดูแลแฟนดีๆนะครับ คนเราจะเห็นใจกันก็ในยามเจ็บป่วยนี่แหละ.

  10. พี่ค่ะ หนูเป็นวันที่สองอะค่ะ แต่เป็นครั้งที่สอง เคยเป็นแล้วครั้งนึกตอนเด็กๆ วันนี้ไปหาหมอมา แล้วหมอให้ยาฆ่าเชื้อมากินก่อน ตุ่มหนูขึ้นไม่ค่อยเยอะ แต่ก็กำลังขึ้นนะ และก็ไม่คันเลยค่ะ ไม่มีไข้ด้วย หนูอยากทราบว่า ตุ่มมันขึ้นละมันจะยุบภายในกี่วันอะค่ะ เป็นกังวลนิดหน่อย ขอบคุณค่ะ

    1. ไปหาหมอมา(แผนปัจจุบัน) จะเน้นการให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อสกัดไม่ให้อาการเป็นมากขึ้น ตุ่มจะขึ้นมากน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากมีตุ่มแล้วไม่คันก็ถือว่าโชคดีไปเพราะหากคันก็จะต้องเกาซึ่งผลลัพธ์ก็คือแผลเป็นเมื่อหายแล้ว โดยทั่วไปตุ่มจะขึ้นและยุบภายใน 1-2 อาทิตย์ อย่ากังวลจนเกินไปครับขอเพียงปฏิบัติตัวตามที่หมอบอก อย่าให้ตุ่มแผลเกิดการติดเชื้อ(รักษาความสะอาด) เดี๋ยวก็ผ่านพ้นไปได้ครับ

    1. อาบน้ำได้ครับ การอาบน้ำเป็นการรักษาความสะอาดของร่างกายเพียงแต่การอาบน้ำของผู้ป่วยอีสุกอีใสต้องใช้ความระมัดระวังให้มากกว่าปกติ ควรฟอกสบู่อ่อนๆ(สบู่เด็ก)อย่างเบามือ อาบเสร็จแล้วให้เช็ดตัวเบาๆ(ซับ)ด้วยผ้านุ่มๆ แล้วทาด้วยคาลาไมน์โลชั่น.

  11. ผมไม่รู้ว่าเป็นรึป่าว
    รอบเเรกเป็นแผลในปาก 1 จุดเเล้วก็หาย
    ต่อมาเริ่มมีตุุมที่ขาซ้าย 1 จุดเเล้วก็ต่อมาขาขวา 1 จุด
    เเล้วมีอาการปวดคอตอนกินอะไรก็ชั่ง
    มีอาการปวดหัวเลยกินยาเเล้วนอน
    ช่วยเเนะนำหน่อยนะคับ

    1. ถ้าเริ่มมีตุ่มเพิ่่มขึ้นเรื่อยๆแล้วมีไข้ปวดเมื่อยตามร่างกายก็น่าจะใช่อีสุกอีใส แต่ก็มีหลายโรคที่อันตรายและมีอาการใกล้เคียงกับอีสุกอีใสดังนั้นหากจะให้ปลอดภัยจริงๆก็้ต้องปรึกษาแพทย์จะดีที่สุดครับ.

  12. ผมเป็นมากมที่ศรีษะหน้าและรอบคอลงมาทั้งคันทั้งแสบครับ ตอนนี้กินยาเขียวกับพาราอยู่ครับไม่ได้ทาคารามายเลยจะเป็นไรมั้ยที่จะไม่ทาครับแล้วอีกนานมั้ยตุ้มจะยุบหรือแตกผมไม่รู้อ่ะครับ

    1. ถ้าคุณไม่ชอบทาคาลาไมล์ก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญให้ระวังเรื่องความสะอาด อย่าแกะเกาตุ่มแผลเด็ดขาด อย่าให้แผลติดเชื้อหรืออักเสบแล้วกัน ประมาณ 1-2 อาทิตย์อาการก็จะค่อยๆดีขึ้นครับ.

  13. ตอนนี้เป็นอยู่รู้สึกคันมาก แต่หมอให้มาแค่ยากินไม่ได้ให้ยาทามาบอกเด๋วติดเชื้อ ให้กินทุก4ชั่วโมง Acyclovir@800MG บอกจะต้านไวรัสแต่เห็นมันก็ขึ้นมาอีกเรื่อยๆเลยไม่แน่ใจว่าตกลงช่วยได้รึเปล่า แต่ไม่มีอาการไข้ค่ะ แต่มีอาการเจ็บคอ คอแห้ง หายใจขัด ถือว่าปกติดีไหมค่ะ

    1. โดยปกติถ้ารักษากับแพทย์แผนปัจจุบันจะให้กินยาต้านไวรัสและถ้าผู้ป่วยมีอาการคันมากหมออาจให้ยาทา(คาลาไมด์)มาทาเพื่อบรรเทาอาการคัน ที่สำคัญคือต้องรักษาความสะอาดของร่างกายอย่าเกิดอาการติดเชื้อโดยเด็ดขาด.

      เมื่อกินยาต้านไวรัสแล้วจะช่วยยับยั้งการเกิดตุ่มแต่คุณบอกว่าเห็นมันขึ้นมาอีกเรื่อยๆและผมไม่แน่ใจว่า “อาการเจ็บคอ คอแห้งและหายใจขัด” นั้นเกิดจากการแพ้ยาหรือไม่ คุณควรกลับไปหาหมออีกครั้งจะดีกว่าครับ

  14. กินยาต้านไวรัส 5 วันพอรึเปล่าค่ะ พอดีอาการดีขึ้นแล้วพรุ่งนี้หมอนัดแต่ไม่อยากไป รพ.ยาก็หมดพอดี ถ้าไม่กินต่อตุ่มจะขึ้นอีกรึเปล่าค่ะ

    1. มีทุกโรงพยาบาลครับ ทั้งรัฐและเอกชน ถ้าเอาสะดวกก็ต้องยอมจ่ายมากหน่อยโดยใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 1-2 พันบาท ลองโทรสอบถามราคาก่อนตัดสินใจก็ได้ครับจะได้ไม่เสียเวลา.

  15. ตอนนี้ลูกชายวัย 7 ขวบเป็นโรคสุกใสได้ให้กินยา acyclovir คะ
    จะให้ได้ผลดีต้องได้รับยาทันทีภายใน 24 ชม. ทำให้ลดความรุ่นแรง
    ของโรค ตุ่มยุบเร็ว รอยแผลหายเร็ว ทำให้ไม่เกิดรอยแผลเป็นตามมา
    ไม่ต้องกลัวนะคะว่าการใช้ยายับยั้งไวรัสจะทำให้เกิดเป็นซ้ำรอบสอง
    เพราะโดยทั่วไป จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องเท่านั้นคะ
    ส่วนยาขม/ยาเขียว จะทานหรือไม่ทานก็ได้ให้ผลเท่ากันคะ คือไม่อยาก
    ค้านกับความเชื่อคนโบราณนะคะ แต่หากว่าปัจจุบันมีการคิดค้นยารักษา
    ที่ดีกว่าก็ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรกนะคะ

  16. ตอนนี้ลูกดิฉันอายุได้เก้าเดือนกว่าเป็นอีสุกอีใสเป็นแผลในช่องปากแต่ตามร่างกายยังไม่ค่อยจะมีมาก เพราะเป็นวันแรก ดื่มนมไม่ได้ ดูดก็ไม่ได้ แต่ถ้าหิวจริง ๆ ก็กินแต่น้ำทำไงดีค่ะ

    1. เด็กอายุเก้าเดือนเป็นอีสุกอีใสจริงๆแล้วก็เป็นเรื่องปกติดีเสียอีกที่เป็นตอนเด็กๆ อาการของโรคมักจะไม่ค่อยรุนแรง

      แต่กรณีของคุณเป็นแผลในปากด้วยทำให้ดูดนมไม่ได้นี่สิที่น่าเป็นห่วง เพราะหากเด็กไม่ได้รับอาหาร(ดูดนม) ร่างกายจะไม่ไหวนะครับ

      ผมไม่แน่ใจว่าตำแหน่งที่เกิดแผลในปากนั้นเกิดบริเวณใด แต่ถ้าเด็กไม่ยอมดูดนมแสดงว่าอาจเป็นบริเวณริมฝีปากทำให้เด็กเจ็บปากไม่ยอมดูดนม

      จากที่คุณบอกว่า “ถ้าหิวจริงๆก็กินแต่น้ำ” แสดงว่าเด็กยังกลืนได้ น่าจะลองเปลี่ยนวิธีการป้อนโดยใช้หลอดหยดพลาสติกดูดนม โจ๊ก หรือน้ำซุป ฯลฯ ป้อนผ่านเข้าปากแทนการให้เด็กดูดจากขวด.

      สิ่งที่ควรระวังคือหากเด็กมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้เช่น กินอาหารไม่ได้ มีไข้สูงมาก ซึม คอแข็ง ปวดท้องอย่างแรง หายใจหอบถี่ หายใจมีเสียงดัง ฯลฯ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน (อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์อาจโทรสอบถามกับทางโรงพยาบาลก็ได้)

  17. ตอนนี่คุณแม่อายุ 60 เป็นอีสุกอีใสคะ ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษกว่าปกติมั้ยคะ คุณแม่แก่แล้ว ที่บ้านก็ไม่มีใครเคยเป็นมาก่อนเลย ส่วนตัวเป็นคนเดียวในบ้านที่เคยเป็นมาแล้วตอนเด็ก ก็คอยดูแลคุณแม่ อยากทราบว่าตัวเองมีโอกาสจะติดเชื้อมั้ยคะ แล้วคนอื่นๆไปฉีดวัคซีนทันมั่ยคะ แล้ววัคซีนกี่เข็มหรอคะ

    1. โรคอีสุกอีใสที่เกิดกับผู้ใหญ่ให้ดูแลเรื่องความสะอาดให้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ระวังเรื่องแผลติดเชื้อและอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

      คุณเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วโอกาสที่เป็นซ้ำเกิดขึ้นได้น้อยมากไม่มีอะไรน่าห่วง ส่วนคนอื่นในบ้านที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้ก็ต้องอยู่ให้ห่างจากผู้ป่วยในระยะที่กำลังแพร่เชื้อ(ระยะเป็นตุ่มแผลมีหนอง) หากไม่สบายใจจะไปฉีดวัคซีนก็ได้ วัคซีนอีสุกอีใสสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 90% ส่วนอีก 10% ของผู้ที่ได้รับวัคซีน มีโอกาสเป็นโรคได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงอย่างการติดเชื้อทางธรรมชาติ อีกทั้งวัคซีนยังลดการเกิดโรคงูสวัดและอาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (post-herpetic neuralgia) ได้ด้วย จึงควรฉีดในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรืองูสวัดมา ก่อน โดยฉีด 2 ครั้งห่างกัน 4-8 สัปดาห์ หญิงวัยเจริญพันธุ์ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์เป็นเวลา 1 เดือนหลังฉีดวัคซีน ผู้ที่สัมผัสโรคควรฉีดวัคซีนภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรคจึงป้องกันได้ หากเกิน 5 วันไม่สามารถป้องกันโรคแต่สามารถลดความรุนแรงของโรคได้

  18. ผมมา เป็นโรคนี้ตอน อายุ22 แล้ว เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตอนนี้เป็นมา2วันแล้ว ตุ่มใสก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น ไปโรงพยาบาล เขาก็ให้ ยาพารา ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาแก้แพ้ อยากถามว่า ถ้าหากกินยา เขียวใหญ่ไปด้วยเนี่ย มันจะมีผล อะไรตามมารึป่าว ตอนนี้เซงมากเลย ออกไปไหนก็ไม่ได้

    1. การรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน(โรงพยาบาล)จะเน้นที่ให้ยาแก้อักเสบเพื่อลดการเกิดของตุ่มใส แต่การรักษาโดยยาแผนโบราณ(กินยาเขียว)จะเน้นที่การขับให้อาการของโรค(ตุ่มใส)ออกมาให้มากที่สุด ซึ่งจะตรงกันข้ามกับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน

      อยากแนะนำว่าคุณควรเลือกวิธีรักษาไปทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ทั้งสองวิธีอาการจะค่อยๆทุเลาและดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ ขอให้อดทนให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้โดยพยายามอย่าแกะเกาตุ่มที่เกิดขึ้นตามร่างกายโดยเฉพาะใบหน้าเพราะจะทำให้เกิดเป็นแผลเป็นได้ หากคันมากก็ให้หายาคาลาไมด์โลชั่นมาทาจะช่วยบรรเทาได้ เน้นที่การรักษาความสะอาดอย่าให้เกิดการติดเชื้อหรืออักเสบเพิ่มขึ้นเป็นอันขาด

      ช่วงนี้ควรลาพักอยู่กับบ้านไม่ควรออกไปข้างนอกครับ

  19. ผมไม่รู้ว่าเป็น ไข้สุกใส หรือป่าว แต่มันเป็นผื่นที่ขา เป็นวงแดง ๆ รอบขาเลย แต่ก่อนหน้านั่นผมก็เป็นไข้ 1-2 วัน และพอหายได้วันนึงก็มีผื่นขึ้นที่ขา มีคนบอกว่าเป็นก็เลยมาอ่านข้อมูล พออ่านแล้ว มันเริ่มจากไรผม หรือ ปาก เอ๊ะ ยัง…..

    1. โรคอีสุกอีใสมักเริ่มจากการเป็นไข้ก่อนแล้วตามมาด้วยผื่นแดง ผื่นแดงนี้อาจจะเริ่มขึ้นจากส่วนไหนของร่างกายก็ได้แล้วจะค่อยๆ กระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย ยังไงก็รีบไปหาหมอเพื่อรับการรักษาและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องนะครับ.

  20. คือว่าตอนนี้อายุ 21 แล้ว เพิ่งมาเป็น แต่มันเป็นทุกเดือนเลยตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นๆหายๆ แต่หายได้แค่ไม่วันก็เป็นอีก แบบนี้ทำไงดีค่ะ กินยาแก้ผิวหนังอักเสบตามที่หมอให้มาก็ไม่ทุเลาลง แถมลามหนักกว่าเดิมอีก ตอนนี้ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว

    1. โดยปกติแล้วคนส่วนมากจะเป็นอีสุกอีใสกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาการของคุณบอกว่าเป็นๆ หายๆ ทุกเดือนเลย ผมว่าไม่น่าจะใช่อีสุกอีใสแล้วล่ะ อาจเป็นอาการแพ้อะไรสักอย่างหนึ่่งที่คุณแพ้โดยไม่รู้ตัวและต้องอยู่กับสิ่งนั้นๆอยู่เป็นประจำเลยทำให้คุณมีอาการเป็นๆ หายๆ คุณต้องค่อยๆหาต้นเหตุของอาการให้พบแล้วแก้ที่สาเหตุนั้นครับ.

    1. โดยปกติโรคอีสุกอีใสจะเป็นประมาณ 2-3 อาทิตย์ ช่วงที่มีอาการของโรคคุณต้องพยายามรักษาความสะอาดอย่าให้ตุ่มแผลเกิดการติดเชื้อจนเกิดโรคแทรกซ้อนโดยเด็ดขาด
      การอาบน้ำทำได้ครับ การอาบน้ำควรอาบน้ำอุ่นแล้วเช็ดตัวเบาๆ(ซับเบาๆ) ถ้าไม่อาบน้ำอย่างน้อยก็ควรเช็คตัวด้วยน้ำอุ่น ถ้าคันตุ่มแผลก็บรรเทาด้วยการทาคาลาไมด์โลชั่น(Calamine Lotion) ที่สำคัญพยายามอดทนอย่าแกะ-เกาตุ่มแผลโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้กลายเป็นแผลเป็นเมื่อหายจากโรคนี้ครับ.

        1. ช่วงที่ยังมีสะเก็ดอยู่อย่าเพิ่งไปโรงเรียน ต้องรอให้ตกสะเก็ดจนหมดก่อน(ให้สะเก็ดหลุดไปเองแล้วแผลจะแห้ง) ถ้ารีบไปแกะให้สะเก็ดหลุดอาจจะเป็นแผลเป็นได้และที่สำคัญแผลที่ยังไม่แห้งจะแพร่เชื้อให้คนอื่นได้นะครับ.

    1. หลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ จะเริ่มมีไข้ ปวดหัว ปวดตามตัว ที่สำคัญจะเริ่มมีผื่นแดงและเป็นตุ่มขึ้นบนผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกายเช่น ศีรษะ ใบหน้า ลำตัว หลัง แขน-ขา บางคนอาจมีอาการเจ็บคอ เป็นแผลในปาก. ตุ่มที่ขึ้นตามร่างกายจะมีอาการคันแล้วอีกไม่กี่วันตุ่มจะแห้งและตกสะเก็ดแล้วหลุดออกไป.

    1. อันนี้แล้วแต่อาการของแต่ละคนครับเอาแน่นอนไม่ได้ บางคนจะขึ้นจากแขน-ขาก่อนก็มี บางคนขึ้นที่คอก่อนก็มี แต่ส่วนมากแล้วตุ่มจะเริ่มขึ้นจากศีรษะเช่นบริเวณไรผม ใบหน้า คอ ลำตัว ฯลฯ ไปเรื่อยๆ แต่บางคนอาจจะขึ้นมากน้อยต่างกันไป ส่วนมากผู้ป่วยที่เป็นอีสุกอีใสจะให้ความสนใจกับตุ่มที่ใบหน้ามากที่สุดเพราะเกี่ยวข้องกับความสวยความงามความหล่อโดยตรง.

  21. ทามไมโรคนี้มันต้องมาเปนเอาตอนไกล้วันปีไหมด้วยวันอื่นๆมันไม่เปนเซงจริงไครพอจะมีวิธีรักษาโรคนี้ไห้หายทันก่อนวันปีไหม่มั้งอะครับ

    1. ก่อนอื่นต้องทำใจครับ.
      แนะนำให้หาแพทย์แผนปัจจุบันที่รักษาด้วยการให้ยาช่วยระงับอาการไม่ให้เกิดตุ่มหรือให้เกิดน้อยที่สุด บางคนก็ออกตุ่มเยอะบางคนก็ออกตุ่มน้อย ถ้าคุณโชคดีมีตุ่มไม่เยอะคุณอาจหายทันปีใหม่ก็ได้ครับ.

    1. ถ้าคุณ Tum ต้องอยู่ดูแลลูกชายก็มีโอกาสติดได้ครับทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรคของตัวคุณเอง ระยะที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือระยะที่ตุ่มหนองแห้งแล้วตกสะเก็ด(ระยะแพร่เชื้อให้คนรอบข้าง)

      ทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องดูแลใกล้ชิดกับผู้ป่วยคือการฉีดเซรุ่ม (VZIG) ซึ่งเป็นการฉีดภูมิคุ้มกันโดยตรงเข้าสู่ร่างกายเพื่อเป็นการป้องกันโรคนี้อย่างเร่งด่วน ติดต่อสอบถามได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งครับ.

ใส่ความเห็น