แร่ธาตุและวิตามินสำหรับผู้สูงอายุ วิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่ควรรู้ กินอย่างไรให้ครบและเหมาะสม
วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ
การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ คู่มือดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งระบบย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร ความอยากอาหารและความต้องการพลังงานในแต่ละวัน ขณะเดียวกันสารอาหารบางชนิดยังคงมีความสำคัญต่อกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบประสาท เลือดและการทำงานของร่างกายโดยรวม
สำหรับวัยผู้สูงอายุยังคงต้องการสารอาหารครบถ้วนแต่ความต้องการและสัดส่วนของสารอาหารบางชนิดอาจแตกต่างจากวัยทำงาน โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุบางชนิด ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่อง วิตามินและแร่ธาตุสำหรับผู้สูงอายุ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม คำว่า จำเป็น ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนต้องรับประทานอาหารเสริมหลายชนิด การได้รับสารอาหารจากอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการยังเป็นพื้นฐานสำคัญ และควรประเมินเป็นรายบุคคลว่ามีสารอาหารใดที่ได้รับไม่เพียงพอหรือไม่
ทำไมผู้สูงอายุจึงต้องใส่ใจวิตามินและแร่ธาตุมากขึ้น?
เมื่ออายุมากขึ้น ความต้องการพลังงานอาจลดลงแต่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายไม่ต้องการสารอาหาร ในทางตรงกันข้ามผู้สูงอายุบางคนอาจรับประทานอาหารได้น้อยลงเนื่องจากเบื่ออาหาร เคี้ยวหรือกลืนลำบาก มีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิดหรือมีการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยและการดูดซึมสารอาหาร โดยเฉพาะเมื่อความสามารถในการดูดซึมสารอาหารบางชนิดอาจลดลง ขณะที่สารอาหารบางประเภทกลับมีความสำคัญมากขึ้นจึงควรให้ความสนใจกับการได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ
แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่ กินวิตามินให้มากที่สุด แต่คือ
กินอาหารให้หลากหลาย → ได้สารอาหารครบ → ประเมินความเสี่ยงของการขาดสารอาหาร → เสริมเมื่อมีความจำเป็น
วิตามินและแร่ธาตุสำหรับผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง?
สารอาหารที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ วิตามินดี แคลเซียม วิตามินบี12 วิตามินบี6 โฟเลต วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี แมกนีเซียม โพแทสเซียม แต่ในบทความนี้จะเน้นกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ได้แก่ วิตามินดี แคลเซียม วิตามินบี12 แมกนีเซียม และโพแทสเซียม
1. วิตามินดีสำหรับผู้สูงอายุ
วิตามินดี เป็นหนึ่งในวิตามินที่มีความสำคัญต่อผู้สูงอายุเพราะมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม และเกี่ยวข้องกับสุขภาพกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามินดี ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทู ไข่แดง และนมที่เสริมวิตามินดี

ผู้สูงอายุได้รับวิตามินดีจากอะไร?
แหล่งวิตามินดีที่พบได้ ได้แก่ ปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ไข่แดง นมและอาหารที่เสริมวิตามินดี อาหารบางชนิดที่มีการเสริมวิตามินดี ทั้งนี้ร่างกายยังสามารถสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้ แต่ปริมาณที่สร้างขึ้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สีผิว ฤดูกาลและการได้รับแสงแดดจึงไม่ควรใช้การตากแดดเป็นวิธีเดียวในการรับวิตามินดีโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผิวหนัง สำหรับผู้ใหญ่ อายุ 71 ปีขึ้นไป ปริมาณวิตามินดีที่แนะนำโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ อยู่ที่ 20 ไมโครกรัม หรือ 800 IU ต่อวัน ทั้งนี้ความต้องการเฉพาะบุคคลอาจแตกต่างกัน
2. แคลเซียมสำหรับผู้สูงอายุ
แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและฟันโดยตรงและยังมีบทบาทต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและหลอดเลือด โดยสามารถพบแคลเซียมได้ในนม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ งาดำและผักใบเขียวบางชนิด
อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับผู้สูงอายุ
ตัวอย่างอาหารที่สามารถนำมาจัดในมื้ออาหาร ได้แก่ นม โยเกิร์ต เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานก้างได้ ผักใบเขียวบางชนิด งา อาหารที่มีการเสริมแคลเซียม

ปริมาณแคลเซียมที่ต้องการแตกต่างตามอายุและเพศ ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปีต้องการประมาณ 1,200 มก.ต่อวัน ส่วนผู้ชายอายุ 51–70 ปีประมาณ 1,000 มก. และเมื่ออายุมากกว่า 70 ปีประมาณ 1,200 มก.ต่อวัน ตามข้อมูลอ้างอิงของ NIH (National Institutes of Health)
สิ่งสำคัญคือไม่ควรตีความตัวเลขเหล่านี้ว่าต้องกินอาหารเสริมแคลเซียมให้ครบจำนวนเพราะควรนับรวมแคลเซียมจากอาหารด้วย
3. วิตามินบี12 สำหรับผู้สูงอายุ
วิตามินบี12 มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาทและการสร้าง DNA ผู้สูงอายุบางรายอาจดูดซึมวิตามินบี12 จากอาหารได้ลดลง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ วิตามินบี12 สำหรับผู้สูงอายุ เป็นหัวข้อที่ควรให้ความสนใจ

อาหารที่มีวิตามินบี12
แหล่งอาหารที่มีวิตามินบี12 ได้แก่ ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารที่มีการเสริมวิตามินบี12 ผู้สูงอายุบางคนอาจมีปัญหาในการดูดซึมวิตามินบี12 จากอาหารตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของกรดในกระเพาะอาหารหรือมีภาวะบางอย่างที่กระทบการดูดซึม
ดังนั้น หากมีความเสี่ยงหรือสงสัยว่าขาดวิตามินบี12 ควรพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมิน ไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียว
4. วิตามินบี6 และโฟเลต
วิตามินบี6 และโฟเลตเป็นวิตามินที่มีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายและควรได้รับจากอาหารที่หลากหลาย วิตามินบี6 มีบทบาทในการทำงานของร่างกายหลายด้าน รวมถึงกระบวนการสร้างเม็ดเลือด ส่วนโฟเลตมีบทบาทต่อการสร้าง DNA และเซลล์ต่าง ๆ แหล่งอาหารที่

สำคัญ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ กล้วย ผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืช อาหารที่มีการเสริมวิตามิน หลักสำคัญคือไม่ควรรับประทานวิตามินบีในปริมาณสูงโดยไม่มีเหตุผลเพราะวิตามินไม่ได้หมายความว่ายิ่งมากยิ่งดี
5. วิตามินซีสำหรับผู้สูงอายุ
วิตามินซีเป็นสารอาหารที่พบมากในผักและผลไม้และมีบทบาทหลายด้านในร่างกาย แหล่งอาหารที่หาได้ง่าย ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม มะนาว กีวี มะเขือเทศ พริกหวาน ผลไม้ตระกูลเบอร์รี แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานผักและผลไม้ทุกวันเพราะเป็นแหล่งใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ จึงไม่จำเป็นต้องมองวิตามินซีแยกออกจากอาหารแต่ควรสร้างนิสัยให้ผู้สูงอายุรับประทานผักและผลไม้หลากหลายชนิดเป็นประจำ
6. แมกนีเซียมสำหรับผู้สูงอายุ
แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและกระบวนการสร้างพลังงาน แหล่งอาหารของแมกนีเซียม ได้แก่ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว เมล็ดฟักทองและผักใบเขียว
อาหารที่มีแมกนีเซียม
ตัวอย่างเช่น ถั่ว เมล็ดฟักทอง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง การได้รับแมกนีเซียมจากอาหารหลากหลายชนิดจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมโดยไม่ทราบว่าร่างกายขาดหรือไม่
7. โพแทสเซียมสำหรับผู้สูงอายุ
โพแทสเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและการทำงานของหัวใจ รวมถึงเกี่ยวข้องกับสมดุลของของเหลวในร่างกาย แหล่งโพแทสเซียม เช่น กล้วย อะโวคาโด มันเทศและผักใบเขียว ควรระวังว่าผู้ที่เป็นโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ข้อควรระวังนี้สำคัญมากเพราะผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งอาจมีโรคประจำตัวและใช้ยาหลายชนิด
ดังนั้นอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงไม่ได้เหมาะกับทุกคนในปริมาณเท่ากัน ผู้ที่มีโรคไตหรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดโพแทสเซียมควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
8. วิตามินเอและวิตามินอี
วิตามินเอและวิตามินอีเป็นวิตามินที่พบในอาหารหลากหลายชนิด
แหล่งวิตามินเอ เช่น ผักสีเขียวเข้ม แครอต ฟักทอง ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม
แหล่งวิตามินอี เช่น ถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันพืชบางชนิด ผักใบเขียว
การรับประทานอาหารให้หลากหลายจึงเป็นวิธีสำคัญในการได้รับวิตามินกลุ่มนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเน้นอาหารเสริมเป็นอันดับแรก
ผู้สูงอายุควรกินวิตามินอะไรบ้าง?
คำถามว่า “ผู้สูงอายุควรกินวิตามินอะไร” ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคนเพราะความต้องการสารอาหารขึ้นอยู่กับอายุ เพศ พฤติกรรมการกิน โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ความสามารถในการเคี้ยวและกลืน ปัญหาระบบทางเดินอาหาร การดูดซึมสารอาหาร ภาวะโภชนาการ ผลตรวจเลือดในบางกรณี
ดังนั้นแทนที่จะเลือกอาหารเสริมจากโฆษณาควรเริ่มจากการประเมินว่าในแต่ละวันรับประทานอาหารได้หลากหลายเพียงพอหรือไม่ คนส่วนใหญ่ควรได้รับสารอาหารจากอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและอาหารเสริมอาจมีบทบาทเมื่อได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือแพทย์/นักกำหนดอาหารเห็นว่าจำเป็น
ผู้สูงอายุจำเป็นต้องกินอาหารเสริมหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องกินทุกคน เพราะการกินอาหารเสริมโดยไม่มีข้อบ่งชี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้นเสมอไป NIA (National Institute on Aging) ระบุว่าการรับประทานอาหารที่หลากหลายเป็นวิธีที่เหมาะสมในการได้รับวิตามินและแร่ธาตุ และบางคนอาจต้องการอาหารเสริมเมื่อได้รับสารอาหารจากอาหารไม่เพียงพอ
กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนพิจารณาอาหารเสริม
ได้แก่ผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารได้น้อย น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ มีปัญหาเคี้ยวหรือกลืน มีโรคทางเดินอาหาร มีโรคไต มีโรคเรื้อรังหลายโรค ใช้ยาหลายชนิด เคยตรวจพบภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตตุ มีข้อจำกัดด้านอาหาร รับประทานอาหารบางกลุ่มไม่ได้เป็นเวลานาน
อาหารเสริมผู้สูงอายุมีข้อควรระวังอะไร?
คำว่า ธรรมชาติ หรือ วิตามิน ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป อาหารเสริมบางชนิดอาจมีปริมาณสารอาหารสูงและอาจเกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิดได้ NIA (National Institute on Aging) จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เภสัชกรหรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มอาหารเสริมโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด หลักที่ควรจำคือ มากกว่า ไม่ได้แปลว่า ดีกว่า การได้รับวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิดมากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน

วิตามินและแร่ธาตุควรได้จากอาหารอะไร?
แนวทางง่าย ๆ คือจัดอาหารให้หลากหลายและครบหมู่
กลุ่มโปรตีน เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เต้าหู้ ถั่ว โปรตีนไม่ใช่วิตามินหรือแร่ธาตุแต่เป็นสารอาหารสำคัญมากสำหรับผู้สูงอายุเพราะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและสนับสนุนการฟื้นตัวของร่างกาย
กลุ่มผัก
เลือกผักหลากหลายสี โดยเฉพาะผักใบเขียว
กลุ่มผลไม้
รับประทานในปริมาณเหมาะสมและเลือกชนิดที่ไม่หวานจัด ตัวอย่างผลไม้ เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ชมพู่ แก้วมังกรและเบอร์รี
กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์จากนม
ช่วยเพิ่มแคลเซียมและสารอาหารอื่น ๆ โดยเลือกชนิดที่เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละคน
ธัญพืชและถั่ว
เป็นแหล่งสารอาหารหลายชนิด รวมถึงแมกนีเซียมและใยอาหาร
ตัวอย่างการจัดอาหารเพื่อเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุสำหรับผู้สูงอายุ
แทนที่จะคิดว่า วันนี้ต้องกินวิตามินอะไร ให้เปลี่ยนเป็น วันนี้จะกินอาหารให้หลากหลายได้อย่างไร
มื้อเช้า
ข้าวต้มปลา + ไข่ + ผัก + ผลไม้หนึ่งส่วน
มื้อกลางวัน
ข้าวกล้อง + ปลา/ไก่ + ผักหลายชนิด + ผลไม้
มื้อเย็น
ข้าวในปริมาณเหมาะสม + เต้าหู้หรือปลา + ผักใบเขียว
ของว่าง
โยเกิร์ตไม่หวาน ถั่วปริมาณเหมาะสมหรือผลไม้สด รูปแบบการกินลักษณะนี้ช่วยให้ได้รับสารอาหารจากหลายแหล่งแทนการพึ่งอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว
วิตามินและแร่ธาตุสัมพันธ์กับสุขภาพผู้สูงอายุอย่างไร?
การได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอไม่ได้ทำหน้าที่แยกกันแต่เกี่ยวข้องกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
วิตามินดี + แคลเซียม
เกี่ยวข้องกับกระดูกและการทำงานของกล้ามเนื้อ
วิตามินบี12
เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดและระบบประสาท
แมกนีเซียม
เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและการสร้างพลังงาน
โพแทสเซียม
เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและหัวใจ
วิตามินและแร่ธาตุเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุร่วมกับโภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับและสุขภาพจิต
7 เคล็ดลับเลือกวิตามินและแร่ธาตุสำหรับผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม
1. เริ่มจากอาหาร ตรวจสอบก่อนว่าในแต่ละวันได้รับอาหารครบและหลากหลายหรือไม่
2. อย่าซื้อเพราะคำโฆษณา คำว่า บำรุงสมอง เพิ่มภูมิคุ้มกัน หรือ ชะลอวัย ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการเลือกซื้ออาหารเสริม
3. ตรวจสอบปริมาณสารอาหาร อาหารเสริมแต่ละผลิตภัณฑ์อาจมีปริมาณแตกต่างกันมาก
4. ดูยาที่ใช้อยู่ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาหารเสริมทุกชนิดที่รับประทาน
5. ระวังการกินซ้ำซ้อน เช่น รับประทานวิตามินรวมร่วมกับผลิตภัณฑ์วิตามินดี แคลเซียม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอื่นที่มีสารอาหารชนิดเดียวกัน
6. ผู้มีโรคไตต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องโพแทสเซียมและแร่ธาตุบางชนิด ควรได้รับคำแนะนำเฉพาะบุคคล
7. หากสงสัยว่าขาดสารอาหาร ให้ตรวจประเมิน ไม่ควรใช้การคาดเดาจากอาการเพียงอย่างเดียว
สรุปวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ
การดูแล วิตามินและแร่ธาตุสำหรับผู้สูงอายุ ไม่ได้หมายถึงการซื้ออาหารเสริมจำนวนมากแต่คือการทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคน
สารอาหารที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่
วิตามินดี – เกี่ยวข้องกับการดูดซึมแคลเซียม กระดูก กล้ามเนื้อและระบบภูมิคุ้มกัน
แคลเซียม – สำคัญต่อกระดูก ฟัน กล้ามเนื้อและระบบประสาท
วิตามินบี12 – เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดและระบบประสาท
วิตามินบี6 และโฟเลต – มีบทบาทในกระบวนการทำงานของร่างกายและการสร้างเซลล์
วิตามินซี – พบมากในผักและผลไม้
แมกนีเซียม – เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการสร้างพลังงาน
โพแทสเซียม – เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการทำงานของหัวใจ
วิตามินเอและวิตามินอี – พบได้จากอาหารหลากหลายชนิด
หัวใจสำคัญคือ อาหารที่หลากหลายมาก่อน อาหารเสริมเมื่อจำเป็นและคำแนะนำเฉพาะบุคคลเมื่อมีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยง การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่ดีจึงควรมองภาพรวม ทั้งอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ สุขภาพจิตและการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรพึ่งพาวิตามินหรืออาหารเสริมเพียงอย่างเดียว
FAQ: วิตามินและแร่ธาตุสำหรับผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุควรกินวิตามินอะไรบ้าง?
ไม่มีวิตามินชุดเดียวที่เหมาะกับผู้สูงอายุทุกคนแต่สารอาหารที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่ วิตามินดี แคลเซียม วิตามินบี12 และแร่ธาตุบางชนิด เช่น แมกนีเซียมและโพแทสเซียม โดยควรได้รับจากอาหารเป็นหลักและพิจารณาอาหารเสริมตามความจำเป็น
ผู้สูงอายุจำเป็นต้องกินวิตามินรวมทุกวันหรือไม่?
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ผู้สูงอายุจำนวนมากสามารถได้รับสารอาหารจากการรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการ หากมีข้อสงสัยเรื่องการขาดสารอาหารควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร (National Institute on Aging)
วิตามินดีสำคัญกับผู้สูงอายุอย่างไร?
วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและมีบทบาทต่อกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน (Office of Dietary Supplements)
ผู้สูงอายุควรกินแคลเซียมวันละเท่าไหร่?
ความต้องการแตกต่างตามอายุและเพศ ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปีต้องการประมาณ 1,200 มก.ต่อวัน ส่วนผู้ชายอายุ 51–70 ปีประมาณ 1,000 มก. และผู้ชายอายุมากกว่า 70 ปีประมาณ 1,200 มก.ต่อวัน (Office of Dietary Supplements)
วิตามินบี12 สำคัญสำหรับผู้สูงอายุหรือไม่?
สำคัญ เพราะวิตามินบี12 มีบทบาทต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ระบบประสาท และ DNA และผู้สูงอายุบางรายอาจมีปัญหาการดูดซึมวิตามินบี12 จากอาหาร (Office of Dietary Supplements)
ผู้สูงอายุโรคไตกินโพแทสเซียมได้หรือไม่?
ผู้ที่เป็นโรคไตอาจต้องควบคุมโพแทสเซียมจึงไม่ควรเพิ่มอาหารหรืออาหารเสริมโพแทสเซียมด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน
วิตามินและแร่ธาตุควรได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริม?
โดยทั่วไปควรเน้นอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก ส่วนอาหารเสริมอาจมีประโยชน์เมื่อได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือมีข้อบ่งชี้เฉพาะบุคคล
สุขภาพผู้สูงอายุ คู่มือดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร