ทำไมวัยทองจึงเสี่ยงกระดูกพรุน? รู้จักสาเหตุ อาการและวิธีป้องกันภาวะกระดูกบางในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

ความเสี่ยงเรื่องกระดูกพรุนของผู้หญิงวัยทอง

หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้หญิงหลังเข้าสู่วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) คือโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่มวลกระดูกลดลงทำให้กระดูกเปราะบาง แตกหักง่ายและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

หลายคนอาจไม่ทราบว่าการสูญเสียมวลกระดูกเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนหมดประจำเดือนและจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5–10 ปีแรกหลังวัยหมดประจำเดือนเนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ลดลงอย่างมาก แม้โรคกระดูกพรุนจะไม่แสดงอาการในระยะแรกแต่หากไม่ได้รับการป้องกันและดูแลอย่างเหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกหักและสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้

วัยทองกระดูกพรุน
ผู้หญิงวัยทอง
วัยหมดประจำเดือน
ฮอร์โมนเอสโตรเจน
แคลเซียม
วิตามินดี
อาหารวัยทอง
ผู้หญิงวัยทองอาจะเจอปัญหาโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนคืออะไร?

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงทำให้โครงสร้างภายในกระดูกมีรูพรุนมากขึ้นแข็งแรงน้อยลงและแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ บริเวณที่พบกระดูกหักได้บ่อย ได้แก่ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือและกระดูกต้นแขน

ในผู้สูงอายุการหักของกระดูกสะโพกถือเป็นภาวะที่รุนแรงเพราะอาจทำให้เดินไม่ได้ต้องเข้ารับการผ่าตัดและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันและการสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง

ทำไมผู้หญิงวัยทองจึงเสี่ยงกระดูกพรุนมากขึ้น?

1. ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุสำคัญที่สุดคือการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งมีบทบาทในการรักษาสมดุลระหว่างการสร้างกระดูกใหม่และการสลายกระดูกเก่า ในภาวะปกติ ร่างกายจะมีการสร้างและสลายกระดูกตลอดเวลาเมื่อทั้งสองกระบวนการสมดุลกันกระดูกจะยังคงแข็งแรงแต่เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนระดับเอสโตรเจนลดลงทำให้การสลายกระดูกเกิดขึ้นเร็วกว่าการสร้างส่งผลให้มวลกระดูกลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้หญิงบางรายอาจสูญเสียมวลกระดูกได้มากถึง 10–20% ภายในช่วง 5–10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือนหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

2. การดูดซึมแคลเซียมลดลง เมื่ออายุมากขึ้นประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารจะลดลงประกอบกับการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้กระดูกบางลงเรื่อย ๆ หากรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอหรือได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนจะเพิ่มขึ้น

3. มวลกล้ามเนื้อลดลง หลังวัยหมดประจำเดือนผู้หญิงมักสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (Sarcopenia) ทำให้แรงพยุงร่างกายลดลง การทรงตัวแย่ลงและมีโอกาสหกล้มมากขึ้น เมื่อกระดูกเปราะบางร่วมกับกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงจึงมีความเสี่ยงต่อกระดูกหักเพิ่มขึ้นอย่างมาก

4. การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายลดลง ผู้หญิงบางคนออกกำลังกายน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้กระดูกไม่ได้รับแรงกระตุ้นในการสร้างมวลกระดูกใหม่โดยเฉพาะการไม่ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing Exercise) หรือการฝึกแรงต้าน (Resistance Training) จะทำให้มวลกระดูกลดลงเร็วยิ่งขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกพรุนมากขึ้น

นอกจากวัยทองแล้วยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ อายุ 65 ปีขึ้นไป หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน รูปร่างผอม น้ำหนักตัวน้อย รับประทานแคลเซียมหรือโปรตีนไม่เพียงพอ ขาดวิตามินดี ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีโรคบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์ทำงานเกิน โรคไตเรื้อรัง หรือโรคข้ออักเสบบางประเภท หากมีหลายปัจจัยร่วมกันควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ

อาการของโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนมักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะในระยะแรกแทบไม่มีอาการผิดปกติ ผู้ป่วยจำนวนมากจะทราบว่าตนเองเป็นโรคเมื่อเกิดกระดูกหักแล้ว เมื่อโรคดำเนินไปอาจพบอาการ เช่น ปวดหลังเรื้อรัง ส่วนสูงลดลง หลังค่อม กระดูกหักจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย กระดูกหักจากการหกล้มธรรมดา หากพบอาการเหล่านี้ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทอง

1. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูก อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานได้ทั้งกระดูก เต้าหู้ที่ใช้แคลเซียมตกตะกอน งาดำ อัลมอนด์ คะน้า บรอกโคลี ผักโขม (ควรรับประทานหลากหลายชนิด เนื่องจากบางชนิดมีออกซาเลตที่อาจลดการดูดซึมแคลเซียม) ผักใบเขียวเข้ม ควรรับประทานแคลเซียมจากอาหารเป็นหลักและพิจารณาอาหารเสริมเมื่อได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

2. รับวิตามินดีให้เพียงพอ

วิตามินดีช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้หากขาดวิตามินดีแม้รับประทานแคลเซียมมากก็อาจดูดซึมได้ไม่เต็มที่ แหล่งของวิตามินดี ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน ไข่แดง เห็ดบางชนิดที่ได้รับแสงอัลตราไวโอเลต นมเสริมวิตามินดี การได้รับแสงแดดอ่อนในช่วงเช้าหรือช่วงที่เหมาะสมก็ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้แต่ควรคำนึงถึงการป้องกันผิวจากรังสี UV และคำแนะนำด้านสาธารณสุขในพื้นที่

3. รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ

โปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูกและกล้ามเนื้อควรเลือกโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ไข่ อกไก่ ถั่วเหลือง เต้าหู้ นม โยเกิร์ต ถั่วเมล็ดแห้ง การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอร่วมกับการออกกำลังกายช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและลดความเสี่ยงของการหกล้ม

4. ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการสร้างมวลกระดูก เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและพัฒนาการทรงตัว ตัวอย่างกิจกรรมที่เหมาะสม ได้แก่ เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ (หากไม่มีข้อห้ามทางสุขภาพ) เดินขึ้นบันได เต้นแอโรบิค ฝึกเวทเทรนนิง โยคะ พิลาทิส ไทเก๊ก
ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์และฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ตามแนวทางส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้ใหญ่

5. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำลายกระดูก

เพื่อชะลอการสูญเสียมวลกระดูกสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การบริโภคโซเดียมสูงเป็นประจำ การดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มหวานมากเกินไป การนั่งหรือนอนเป็นเวลานานโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกาย การปรับพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกและสุขภาพโดยรวม

ควรตรวจมวลกระดูกเมื่อใด?

การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) เป็นวิธีสำคัญในการประเมินความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน โดยทั่วไปควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจในกรณีต่อไปนี้ ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น กระดูกหักง่าย น้ำหนักตัวน้อยหรือใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน ผู้ที่มีโรคหรือใช้ยาที่ส่งผลต่อมวลกระดูก แพทย์จะประเมินความจำเป็นในการตรวจตามอายุ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ผู้หญิงวัยทองมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นเนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงทำให้การสลายกระดูกเกิดขึ้นเร็วกว่าการสร้างกระดูกใหม่ประกอบกับการดูดซึมแคลเซียมลดลง มวลกล้ามเนื้อลดลงและการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตตามวัย แม้โรคกระดูกพรุนจะไม่แสดงอาการในระยะแรกแต่สามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป รวมถึงตรวจประเมินความหนาแน่นของมวลกระดูกเมื่อมีข้อบ่งชี้ การเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่ช่วงก่อนหรือหลังวัยหมดประจำเดือนไม่นานจะช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกหักและคงคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *